อุณหภูมิในตู้เย็นควรปรับอย่างไรให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพและประหยัดไฟ

ช่องเก็บผัก FreshBalancer ของตู้เย็น LG

อุณหภูมิในตู้เย็น ควรปรับอย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่

2026-01-06

ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นสำหรับทุกครัวเรือน เพราะช่วยถนอมอาหารสดต่าง ๆ เก็บไอศกรีม และช่วยเพิ่มความสดชื่นผ่านการทำน้ำแข็ง และทำให้เครื่องดื่มเย็น แม้ตู้เย็นจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราเห็นกันมานาน แต่เราแทบไม่ได้ปรับอุณหภูมิในตู้เย็นเลย การปรับความเย็นตู้เย็นมีผลต่อการเก็บรักษาของสด และช่วยประหยัดค่าไฟอีกด้วย บทความนี้จะเล่าถึงวิธีปรับตู้เย็น และวิธีการอื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการประหยัดค่าไฟของตู้เย็น

 

วิธี​​ปรับอุณหภูมิตู้เย็น

 

การปรับอุณหภูมิตู้เย็นในบทความนี้จะอ้างอิงจาก FDA (United States Food and Drug Administration) หรือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ

 

อุณหภูมิช่องแช่แข็ง

 

การตั้งอุณหภูมิช่องแช่แข็งที่เหมาะสมที่สุด ควรมีอุณหภูมิใกล้เคียง -17.78 องศาเซลเซียส (0 องศาฟาเรนไฮต์) เนื่องจากอุณหภูมิดังกล่าวจะช่วยแช่แข็งอาหารและลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและจุลชีพต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคทางระบบทางเดินอาหารได้

 

นอกจากนี้การรักษาอุณหภูมิช่องแช่แข็งตู้เย็นไว้ที่ -17.78 องศาเซลเซียสอย่างสม่ำเสมอ (หรือต่ำกว่า) ก็ยิ่งช่วยรักษาสภาพการเป็นน้ำแข็งของอาหาร ทำให้เก็บรักษาอาหารไว้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น

 

การตรวจสอบอุณหภูมิช่องแช่แข็งแบบแม่นยำอาจทำได้โดยการนำเทอร์โมมิเตอร์ใส่ไว้ในช่องแช่แข็ง เพื่อให้มั่นใจว่าอุณหภูมิช่องแช่แข็งอยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา

 

อุณหภูมิตู้เย็นช่องธรรมดา

 

สำหรับช่องแช่เย็นธรรมดา ควรมีอุณหภูมิระหว่าง 3°C - 5°C ที่ช่วงอุณหภูมินี้ตู้เย็นจะใช้พลังงานน้อยที่สุดและเป็นช่วงอุณหภูมิที่รักษาความสดและความปลอดภัยให้กับอาหารได้ยาวนาน

 

ควรตรวจสอบและรักษาอุณหภูมิตู้เย็นให้ไม่สูงเกินนี้ เพราะจะทำให้แบคทีเรียและจุลชีพต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ โดยปกติแล้วแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีที่ช่วงอุณหภูมิ 5°C - 60°C และเจริญเติบโตได้รวดเร็วที่สุดที่อุณหภูมิประมาณ 37°C

 

วิธีการจัดเก็บของในตู้เย็น

 

 

นอกจากการวิธีการปรับอุณหภูมิตู้เย็นจะมีผลต่อความสดของอาหารแล้ว การจัดเก็บอาหารแต่ละประเภทบนชั้นวางในตู้เย็นก็มีผลเช่นกัน

 

ชั้นว่างด้านล่างสุด

 

โดยปกติการเก็บเนื้อสัตว์ในตู้เย็นควรใช้ชั้นวางด้านล่างสุดของตู้เย็น เนื่องจากอากาศที่เย็นจะหดตัวและลอยต่ำเสมอ นอกจากนี้การเก็บเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไว้ที่ชั้นล่างสุดจะเป็นการลดการปนเปื้อนของแบคทีเรีย เนื่องจากน้ำในเนื้อสัตว์อาจจะหยดออกเมื่อแช่ไปได้ระยะหนึ่ง หากวางไว้ที่ชั้นบนก็อาจทำให้น้ำเนื้อสัตว์ปน

เปื้อนชั้นวางอื่น ๆ ที่อยู่ต่ำกว่า

 

แต่หากตู้เย็นมีช่องหรือลิ้นชักสำหรับเก็บเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ ก็ควรเก็บไว้ในช่องดังกล่าว เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อรักษาอุณหภูมิให้กับเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ เช่น ช่อง Fresh 0 Zone ในตู้เย็น LG 2 ประตู และช่อง FreshConverter+ ในตู้เย็น Multi-door ซึ่งพร้อมควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำและคงที่

 

ชั้นวางตรงกลาง

 

ชั้นวางตรงกลางของตู้เย็นจะมีอุณหภูมิที่สม่ำเสมอและเย็นเพียงพอ เหมาะกับการแช่ผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ เช่น นมพร้อมดื่ม ชีส โยเกิร์ต รวมถึงเนยด้วย

 

 

ชั้นวางด้านบนสุด

 

ชั้นวางด้านบนสุดของตู้เย็นเหมาะกับการจัดเก็บอาหารพร้อมทาน เช่น ขนมขบเคี้ยว กับข้าวที่ทานไม่หมด และเนื้อสัตว์แปรรูป อย่าง ไส้กรอก เนื้อ Cold Cut ที่ตำแหน่งนี้จะช่วยลดการปนเปื้อนจากของสดหรืออาหารอื่น ๆ ที่แช่ในตู้เย็นได้อีกด้วย

 

ชั้นวางบริเวณประตูตู้เย็น

 

เนื่องจากชั้นวางบริเวณประตูของตู้เย็นจะติดกับส่วนประตูซึ่งต้องสัมผัสกับอากาศภายนอกโดยตรง ส่งผลให้เป็นจุดที่มีอุณหภูมิสูงสุดในตู้ จึงเหมาะกับการแช่ของที่เน่าเสียยากเช่น ซอส เครื่องปรุง และเครื่องดื่มที่ไม่มีนมเป็นส่วนผสม เช่นน้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำผลไม้

 

ช่องลิ้นชัก

 

ตู้เย็นมักจะมีการออกแบบช่องลิ้นชักสำหรับใช้เป็นช่องเก็บผักและผลไม้มาให้ ช่องผักผลไม้ดังกล่าวจะมีการออกแบบให้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้พอเหมาะ และยังเหมาะกับควบคุมก๊าซเอทิลินที่เกิดจากผลไม้สุกไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่อื่นในตู้เย็น เนื่องจากก๊าซดังกล่าวมีผลให้ผักผลไม้ชนิดอื่นสูญเสียผิวสัมผัส สีสัน รวมถึงความสมบูรณ์อีกด้วย การถนอมผลไม้สดหรือการถนอมผักสดให้อยู่ได้ยาวนานจึงควรเก็บไว้ในช่องนี้

 

ตู้เย็นของ LG มีการออกแบบช่อง LinearCooling สำหรับจัดเก็บผักผลไม้ เพราะช่วยลดความผันผวนของอุณหภูมิภายในช่องเก็บ ช่วยรักษาความสดของอาหารได้นานถึง 7 วัน

 

วิธีดูแลรักษาตู้เย็นให้ใช้งานได้นาน แถมเซฟค่าไฟ

 

 

สำหรับวิธีดูแลรักษาตู้เย็นพร้อมยืดอายุการใช้งาน และช่วยประหยัดค่าไฟ สามารถทำตามได้ดังนี้

 

ไม่แช่ของมากเกินไป

 

การแช่ของมากเกินความจำเป็น จะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักเกินไปจากการต้องคอยกระจายความเย็นให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอเพื่อรักษาคุณภาพของอาหารที่แช่ไว้ในตู้เย็น

 

ไม่ควรนำของร้อนเข้าตู้เย็นทันที

 

การแช่อาหารที่ยังร้อนอยู่ความร้อนจะส่งผลต่อวัสดุต่าง ๆ ภายในตู้เย็น ก็ยังมีผลให้มอเตอร์และคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้แบคทีเรียต่าง ๆ เจริญเติบโตในตู้เย็นได้ง่ายขึ้น

 

ไม่ปล่อยให้ช่องฟรีซมีน้ำแข็งหนาเกินไป

 

การปล่อยให้ช่องฟรีซมีน้ำแข็งเกาะตู้หนาเกินไป น้ำแข็งจะเป็นเหมือนฉนวนที่ทำให้ลมเย็นหมุนเวียนไม่ดี และทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น

 

ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ หรือเปิดค้างไว้

 

การเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ จะทำให้อุณหภูมิผันผวนเนื่องจากอากาศร้อนจากภายนอกจะเข้าสู่ด้านในตู้ ตู้เย็นก็จะต้องเร่งการทำงานเพื่อดึงอุณหภูมิในตู้เย็นให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

หลีกเลี่ยงวางตู้เย็นใกล้ความร้อน

 

พื้นที่จัดวางตู้เย็นก็มีความสำคัญ นอกจากต้องวางในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ชิดติดผนังหรือโดนแสงแดดมาก เกินไป รวมถึงไม่ติดตั้งไว้ใกล้แหล่งความร้อน เช่น เตาอบ เตาแก๊ส หรือหม้อไฟฟ้าต่าง ๆ เพราะความร้อนจะส่งผลต่ออุณหภูมิภายในตู้ ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น

 

ประหยัดค่าไฟมากขึ้นเพียงเลือกตู้เย็น LG ที่ใช้ Smart Inverter Compressor

 

นอกจากการปรับอุณหภูมิในตู้เย็นให้เหมาะสม รวมถึงจัดระเบียบในตู้เย็นจะมีผลต่อการประหยัดไฟแล้ว การเลือกตู้เย็นที่มีเทคโนโลยีเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับด้านการใช้พลังงาน เช่นตู้เย็นอินเวอร์เตอร์ ก็จะยิ่งช่วยประหยัดไฟยิ่งขึ้น ทำงานสม่ำเสมอแบบไร้เสียงรบกวน และให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.LG.com และพิเศษสุด ๆ คุ้มยิ่งขึ้นกับสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก LG Member ที่ยกขบวนทั้งส่วนลดและบริการสุดพิเศษมาให้คุณ เพียงแค่สมัครสมาชิก LG Member

 

  • รับส่วนลด 10% ทุกการสั่งซื้อ (ยกเว้นการสั่งซื้อผ่านบริการ LG Subscribe)

  • Special Offer ผ่อน 0% สูงสุดถึง 18 เดือน *เฉพาะบัตรที่ร่วมรายการ

  • แอลจีบริการจัดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ พร้อม Exclusive Care+ สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ


ติดต่อ LG

โทรศัพท์ : 02 057 5757

ทุกวัน 8:00 - 18:00 น.

Line : @lgthailand

อีเมล : supportlgeth@lge.com

 

* ตรวจสอบเงื่อนไขส่วนลดและสิทธิพิเศษ LG Member ได้ที่ https://www.lg.com/th/membership/