We use cookies, including cookies from third parties, to enhance your user experience and the effectiveness of our marketing activities. These cookies are performance, analytics and advertising cookies, please see our Privacy and Cookie policy for further information. If you agree to all of our cookies select “Accept all” or select “Cookie Settings” to see which cookies we use and choose which ones you would like to accept.
การดูแลเครื่องกรองน้ำให้ถูกวิธีเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่เครื่องกรองน้ำสำหรับบ้านหรือออฟฟิศอาจทำงานหนักทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลเครื่องกรองน้ำที่ดีพอ ไม่เพียงแค่ประสิทธิภาพการกรองจะลดลง แต่น้ำที่ดื่มอยู่ทุกวันก็อาจไม่สะอาดอย่างที่คิด บทความนี้ได้รวมวิธีดูแลเครื่องกรองน้ำแบบครบจบ ทำตามได้ง่าย เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและน้ำสะอาดทุกวันมาไว้แล้ว!
KEY TAKEAWAY
● การดูแลเครื่องกรองน้ำสม่ำเสมอช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องและทำให้น้ำที่ได้สะอาดปลอดภัยทุกวัน
● ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำตรงตามรอบเปลี่ยนไส้กรองน้ำที่กำหนด อย่าปล่อยให้เลยกำหนดเพราะกระทบคุณภาพน้ำโดยตรง
● การล้างทำความสะอาดและตรวจสอบระบบเป็นประจำเป็นหัวใจของการดูแลเครื่องกรองน้ำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
● สังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น น้ำไหลอ่อน กลิ่นเปลี่ยน หรือสีขุ่น เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าเครื่องต้องได้รับการดูแลเครื่องกรองน้ำแล้ว
วิธีดูแลเครื่องกรองน้ำที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไรบ้าง?
วิธีดูแลเครื่องกรองน้ำที่ดีไม่ได้ซับซ้อน แค่ต้องรู้ว่าควรทำอะไร ทำเมื่อไหร่ และทำอย่างไร เพราะแต่ละขั้นตอนล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำและอายุการใช้งานของเครื่อง โดยวิธีดูแลเครื่องกรองน้ำที่ถูกต้องมีดังนี้
1. เปลี่ยนไส้กรองน้ำตามรอบที่กำหนด
ไส้กรองน้ำคือหัวใจของเครื่อง หน้าที่หลักคือดักจับสารปนเปื้อน ตะกอน และสิ่งสกปรกที่ปะปนมากับน้ำ เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ประสิทธิภาพจะเริ่มลดลงจนกรองน้ำได้ไม่สะอาดเท่าเดิม รอบเปลี่ยนไส้กรองน้ำโดยทั่วไปอยู่ที่ทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องและปริมาณการใช้งาน
โดยสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรองน้ำแล้ว ได้แก่ น้ำไหลช้าลง มีกลิ่น หรือสีน้ำเปลี่ยนไปจากเดิม อย่าปล่อยให้เลยรอบ เพราะยิ่งนานยิ่งกระทบคุณภาพน้ำโดยตรง
หากอยากรู้ว่าควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำเมื่อไหร่และต้องเตรียมตัวอย่างไร อ่านต่อได้ที่ : เปลี่ยนไส้กรองน้ำ
2. ทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำสม่ำเสมอ
เครื่องกรองน้ำจะมีทำหน้าที่กรองสิ่งปนเปื้อน แต่ตัวเครื่องเองก็สะสมคราบและเชื้อโรคได้เช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหัวก๊อก ถังพักน้ำ และข้อต่อท่อ ซึ่งมักเป็นจุดสะสมของแผ่นฟิล์มชีวภาพ (Biofilm) และแบคทีเรีย (Bacteria)
การทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำทุก 1-3 เดือน ด้วยการล้างเครื่องกรองน้ำและเช็ดชิ้นส่วนที่ถอดได้ด้วยน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงเพราะอาจทำลายวัสดุภายในเครื่อง สำหรับระบบกรองน้ำบางประเภทที่มีสารกรอง ควรทำการการล้างย้อนน้ำ (Backwash) ตามรอบที่กำหนดด้วย
ถ้ามีปัญหาตะกรันเกาะในเครื่องหรือในท่อน้ำ อ่านวิธีรับมือเพิ่มเติมได้ที่ : ตะกรัน
3. ตรวจสอบแรงดันน้ำและระบบการทำงาน
แรงดันน้ำเครื่องกรองที่เหมาะสมคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบกรองน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยทั่วไปควรอยู่ที่ 40-80 psi (Pounds per Square Inch) ถ้าแรงดันสูงหรือต่ำกว่าค่ามาตรฐาน อาจทำให้ไส้กรองเสียหายเร็วขึ้น หรือกรองน้ำได้ไม่ทั่วถึง ควรหมั่นสังเกตการไหลของน้ำ และตรวจสอบมาตรวัดแรงดัน (Pressure Gauge) หากเครื่องมีมาให้ รวมถึงตรวจท่อและข้อต่อว่ามีการรั่วซึมหรือไม่อย่างน้อยทุก 3 เดือน
4. วางเครื่องในตำแหน่งที่เหมาะสมและปลอดภัย
สถานที่ติดตั้งเครื่องกรองน้ำส่งผลต่ออายุการใช้งานโดยตรง ควรวางในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่โดนแสงแดดโดยตรง และห่างจากแหล่งความร้อน เพราะอุณหภูมิสูงจะเร่งให้วัสดุภายในเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความชื้นสูงซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราและแบคทีเรียเติบโตได้ง่าย การดูแลรักษาเครื่องกรองน้ำเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกตำแหน่งติดตั้งที่ถูกต้องตั้งแต่แรก
5. เลือกใช้เครื่องให้เหมาะกับคุณภาพน้ำในพื้นที่
การดูแลเครื่องกรองน้ำให้อยู่ได้นาน ต้องเริ่มจากการเลือกเครื่องให้ตรงกับสภาพน้ำในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ด้วย พื้นที่ที่มีปัญหาน้ำกระด้างหรือมีแร่ธาตุสูง เช่น แคลเซียม (Calcium) และแมกนีเซียม (Magnesium) ควรใช้เครื่องกรองน้ำ RO (Reverse Osmosis) ที่กรองได้ในระดับโมเลกุล ในขณะที่พื้นที่ที่น้ำผ่านการบำบัดมาแล้วอาจใช้ระบบ UF (Ultrafiltration) แทนได้ การเลือกให้ตรงประเภทช่วยลดภาระของเครื่อง ยืดอายุไส้กรองน้ำและลดความถี่ในการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำในระยะยาว
ยังสงสัยว่าน้ำในพื้นที่มีปัญหาน้ำกระด้างหรือเปล่า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : น้ำกระด้าง
6. ติดตามสัญญาณผิดปกติและซ่อมบำรุงตรงเวลา
การทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่การดูแลเครื่องกรองน้ำที่ถูกต้อง แต่ยังต้องสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างใช้งานด้วย เช่น น้ำไหลอ่อนลงกะทันหัน มีเสียงดังในระบบท่อ หรือน้ำที่กรองออกมามีกลิ่นผิดปกติ สัญญาณเหล่านี้มักเป็นสัญญาณแรกก่อนที่เครื่องจะมีปัญหาใหญ่ตามมา ฉะนั้น การบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำแบบเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการรอให้เสียก่อนแล้วค่อยซ่อม
หากยังลังเลอยู่ว่าจะลงทุนซื้อเครื่องกรองน้ำดีไหม เทียบให้ชัด ๆ ได้ที่ : น้ำขวด vs เครื่องกรองน้ำ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลเครื่องกรองน้ำ
1. ดูแลเครื่องกรองน้ำด้วยตัวเองได้เลยไหม หรือต้องเรียกช่าง?
หากเป็นงานพื้นฐานอย่างการดูแลเครื่องกรองน้ำ เช่น ล้างทำความสะอาดตัวเครื่อง หรือเช็กความผิดปกติเบื้องต้น ก็ทำเองได้โดยไม่ต้องรอช่าง แต่งานที่เกี่ยวกับระบบกรองน้ำภายใน เช่น การเปลี่ยนไส้กรองน้ำบางประเภท การตรวจสอบท่อ หรือปรับแรงดันน้ำเครื่องกรอง ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและป้องกันเครื่องเสียหาย
2. จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำที่กรองไม่สะอาดพอ?
สัญญาณที่บอกว่าน้ำสะอาดสำหรับดื่มจากเครื่องอาจมีปัญหา ได้แก่ น้ำมีกลิ่นคลอรีนหรือกลิ่นอับ สีน้ำขุ่นผิดปกติ หรือรสชาติเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้มักเกิดจากอายุการใช้งานไส้กรองน้ำที่เกินกำหนด หรือมีการปนเปื้อนสะสมในเครื่อง ควรหมั่นดูแลเครื่องกรองน้ำและเปลี่ยนไส้กรองตรงตามรอบเพื่อให้ได้น้ำที่สะอาดจริง
ดูแลเครื่องกรองน้ำได้ง่ายขึ้น ด้วยบริการ LG Subscribe
ดูแลเครื่องกรองน้ำให้ได้มาตรฐานไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลให้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไส้กรอง ตรวจระบบ หรือซ่อมบำรุง ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำดื่มสะอาดที่ได้ใช้ทุกวัน เครื่องกรองน้ำ LG Subscribe ตอบโจทย์ตรงนี้ด้วยบริการครบวงจร ทั้งประกันสินค้านาน 5-7 ปี ช่างผู้เชี่ยวชาญบริการถึงบ้าน และดูแลต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ในครั้งเดียว เพียงเลือกจ่ายเป็นเครื่องกรองน้ำรายเดือนแบบง่าย ๆ วางแผนการเงินได้ง่าย ไม่มีภาระสะสม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
● โทรศัพท์: 02 057 5757
● ทุกวัน 8:00 - 18:00 น.
● Line: @lgthailand
● อีเมล: supportlgeth@lge.com
