We use cookies, including cookies from third parties, to enhance your user experience and the effectiveness of our marketing activities. These cookies are performance, analytics and advertising cookies, please see our Privacy and Cookie policy for further information. If you agree to all of our cookies select “Accept all” or select “Cookie Settings” to see which cookies we use and choose which ones you would like to accept.
หลายคนอาจรู้ว่าเครื่องฟอกอากาศช่วยลดฝุ่นและมลพิษภายในบ้านได้
แต่ยังไม่แน่ใจว่าเครื่องฟอกอากาศแต่ละประเภทมีข้อดีต่างกันยังไง
เพราะระบบกรองแต่ละแบบก็มีจุดเด่นและเหมาะกับการใช้งานไม่เหมือนกัน
บทความนี้จึงจะพาไปเปรียบเทียบให้ชัดว่าเครื่องฟอกอากาศมีกี่ประเภท แบบไหนตอบโจทย์คุณที่สุด ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ
● หากต้องการลดฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ ควรเลือกเครื่องที่มีแผ่นกรอง HEPA เป็นระบบหลัก
● บ้านที่มีปัญหาเรื่องกลิ่น ควัน หรือสัตว์เลี้ยง ควรเลือกรุ่นที่มี Activated Carbon ที่ช่วยดูดซับกลิ่นและสารระเหย
● การเลือกเครื่องฟอกอากาศควรพิจารณาทั้งขนาดห้อง ค่า CADR เทคโนโลยีการกรอง และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนไส้กรองระยะยาว
เครื่องฟอกอากาศคืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไร
เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) คือ เครื่องที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดฝุ่น ละออง สารก่อภูมิแพ้ กลิ่น และมลพิษบางชนิดที่ปะปนอยู่ในอากาศ โดยหลักการทำงานพื้นฐานคือ ตัวเครื่องจะดูดอากาศภายในห้องเข้าไป ผ่านระบบหรือแผ่นกรองเพื่อดักจับสิ่งปนเปื้อน ก่อนปล่อยอากาศที่ผ่านการกรองแล้วกลับออกมาหมุนเวียนภายในห้อง
เครื่องฟอกอากาศมีกี่ประเภท? เทียบข้อแตกต่างและจุดเด่นของแต่ละแบบ

หากแบ่งตามเทคโนโลยีและระบบที่ใช้ในการกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศสามารถแบ่งได้เป็น 10 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน จุดเด่น และข้อจำกัดแตกต่างกันดังต่อไปนี้
1. แผ่นกรอง HEPA (HEPA Filter)
HEPA เป็นฟิลเตอร์กรองอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งใช้เส้นใยละเอียดดักจับอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศ
โดยสามารถดักจับอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้อย่างน้อย 99.97%
จึงเหมาะสำหรับคนที่มองหาเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนที่กรองPM2.5เกสร เชื้อรา และสารก่อภูมิแพ้ได้
2. แผ่นกรองคาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon Filter)
Activated Carbon ใช้แผ่นกรองฝุ่นคาร์บอนที่มีรูพรุนจำนวนมากในการดูดซับก๊าซ กลิ่น
และสารระเหยบางชนิด เช่น กลิ่นอาหาร ควัน หรือ VOCs จึงเหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ทำอาหารบ่อย
หรือมีปัญหาเรื่องกลิ่นและควัน
3. เครื่องฟอกอากาศระบบไอออน (Ionizer)
หลักการทำงานของ ionizer คือการปล่อยประจุไฟฟ้าออกไปจับอนุภาคในอากาศ
ทำให้อนุภาคเกาะรวมกันแล้วตกลงบนพื้นหรือเกาะตามพื้นผิว จึงแตกต่างจากระบบกรองอากาศแบบ HEPA
ที่ดักฝุ่นไว้ภายในตัวกรองโดยตรง
4. เครื่องฟอกอากาศไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator)
เครื่องฟอกอากาศระบบไฟฟ้าสถิตจะชาร์จประจุให้อนุภาคในอากาศ
ก่อนดึงอนุภาคเหล่านั้นไปเกาะบนแผ่นรับประจุภายในเครื่อง ซึ่งต่างจากเครื่องฟอกอากาศแบบ Ionizer
ที่มักปล่อยให้อนุภาคตกหรือเกาะตามพื้นผิวภายในห้อง ทำให้ไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์แบบใช้แล้วทิ้ง
จึงประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า
5. แผ่นกรองหยาบ (Pre-Filter)
Pre-Filter เป็นแผ่นกรองด่านแรกสำหรับดักจับอนุภาคขนาดใหญ่ เช่น เส้นผม ขนสัตว์ และฝุ่นหยาบ
ก่อนที่อากาศจะผ่านเข้าสู่แผ่นกรองชั้นละเอียดต่อไป
จึงช่วยลดสิ่งสกปรกและสารกระตุ้นภูมิแพ้บางส่วนที่ปะปนมากับฝุ่นหรือขนสัตว์ได้
พร้อมช่วยลดภาระและยืดอายุการใช้งานของ HEPA Filter สำหรับการกรองฝุ่นละเอียด PM2.5 ละอองเกสร
หรือสารก่อภูมิแพ้ขนาดเล็ก โดยควรใช้ Pre-Filter ร่วมกับ HEPA Filter หรือแผ่นกรองเฉพาะทาง
เพื่อให้ระบบกรองอากาศทำงานได้ครอบคลุมมากขึ้น
6. ระบบแสง UV-C (UV Sterilizer)
ระบบ UV-C เป็นการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตเพื่อทำให้จุลชีพบางชนิด เช่น เชื้อแบคทีเรียและไวรัส
ไม่ให้แพร่เชื้อได้ จึงมักถูกติดตั้งเป็นเทคโนโลยีเสริมภายในเครื่องฟอกหรือระบบปรับอากาศ
มากกว่าจะใช้แทนการกรองฝุ่นโดยตรง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบ้านที่ต้องการเสริมด้านสุขอนามัย
7. ระบบ Photocatalytic Oxidation (PCO)
ระบบ Photocatalytic Oxidation ใช้แสงร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น Titanium Dioxide
เพื่อสร้างปฏิกิริยาออกซิเดชันสำหรับจัดการสารมลพิษบางชนิดในอากาศ
จึงมุ่งเน้นกำจัดมลพิษในรูปแบบก๊าซมากกว่าการใช้เป็นแผ่นกรองฝุ่นโดยตรง
ทั้งนี้ประสิทธิภาพอาจต่างกันไปในแต่ละรุ่น และไม่ควรใช้แทน HEPA
8. แผ่นกรองต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Filter)
แผ่นกรองชนิดนี้ใช้วัสดุหรือสารเคลือบที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียบนตัวกรอง
โดยมักทำหน้าที่เป็นชั้นเสริมร่วมกับฟิลเตอร์กรองอากาศประเภทอื่น ๆ
จึงเหมาะกับบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุที่ป่วยง่าย อย่างไรก็ตาม แผ่นกรองชนิดนี้ยังไม่สามารถทดแทน HEPA ในการกรองฝุ่นละเอียดได้
9. เครื่องฟอกอากาศระบบพลาสมา (Plasma Air Purifier)
เครื่องฟอกอากาศระบบ Plasma ใช้พลังงานไฟฟ้าสร้างประจุหรืออนุภาคที่มีปฏิกิริยาสูง เพื่อจัดการอนุภาค กลิ่น หรือจุลชีพบางชนิด จึงพบได้ในเครื่องฟอกอากาศทั้งสำหรับบ้านและเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ทั้งนี้ควรระวังเรื่องการสร้างโอโซน ซึ่งเป็นก๊าซที่อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจระคายเคืองได้
10. เครื่องผลิตโอโซน (Ozone Generator)
Ozone Generator ทำงานโดยผลิตก๊าซโอโซนเพื่อทำปฏิกิริยากับสารบางชนิด
จึงเคยถูกนำมาใช้เพื่อลดกลิ่นหรือบำบัดพื้นที่บางประเภท อย่างไรก็ตาม โอโซนเป็นสารระคายเคืองต่อปอด และ EPA ระบุว่าเครื่องที่ตั้งใจผลิตโอโซนไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องกรองอากาศในพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่
เลือกเครื่องฟอกอากาศแบบไหนให้เหมาะกับบ้านคุณและไลฟ์สไตล์การใช้งาน
ประโยชน์ของเครื่องฟอกอากาศคือช่วยให้อากาศสะอาดขึ้น แต่เครื่องแต่ละแบบก็ไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ หากสงสัยว่าเครื่องฟอกอากาศช่วยอะไร และควรเลือกแบบไหน สามารถพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
● เน้นลดฝุ่นและ PM2.5 : เลือกเครื่องฟอกอากาศที่มี HEPA Filter ซึ่งกรอง PM2.5 จับฝุ่นละเอียด เกสร และสารก่อภูมิแพ้ได้ดี
● มีปัญหาเรื่องกลิ่น ควัน หรือสัตว์เลี้ยง : มองหาเครื่องฟอกอากาศรุ่นที่มี Activated Carbon ร่วมด้วย เพื่อช่วยดูดซับกลิ่นและสารระเหยบางชนิด
● เลือกให้เหมาะกับขนาดห้อง : ตรวจสอบพื้นที่ห้องที่เครื่องรองรับและค่า CADR ยิ่งค่า CADR เหมาะสมกับขนาดห้อง ก็ยิ่งช่วยหมุนเวียนและกรองอากาศได้มีประสิทธิภาพ
● ดูค่าใช้จ่ายระยะยาว : นอกจากราคาเครื่องแล้ว ควรเช็กราคาและอายุการใช้งานของแผ่นกรอง รวมถึงความถี่ในการเปลี่ยนไส้กรองเครื่องฟอกอากาศด้วย
สาระน่ารู้ : ฝุ่น pm 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง? ฝุ่นจิ๋วที่ทำร้ายร่างกายได้มากกว่าที่คิด
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQ)
1. ต้องเปลี่ยนไส้กรองเครื่องฟอกอากาศบ่อยแค่ไหน
โดยทั่วไปควรเปลี่ยนไส้กรองเครื่องฟอกอากาศทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดไส้กรอง ความถี่ในการใช้งาน และปริมาณฝุ่นในพื้นที่ หากไส้กรองสกปรกหรือประสิทธิภาพลดลง สามารถเปลี่ยนเร็วกว่ากำหนดได้
2. เครื่องฟอกอากาศมีอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยกี่ปี
เครื่องฟอกอากาศโดยทั่วไปมีอายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่อง
ความถี่ในการใช้งาน และการดูแลรักษา
ซึ่งการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศตามกำหนดจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้
เครื่องฟอกอากาศมีกี่ประเภท? เลือกแบบที่ใช่และตอบโจทย์จากLG
เครื่องฟอกอากาศมีหลายประเภทและใช้เทคโนโลยีในการกรองอากาศแตกต่างกัน
การเลือกให้เหมาะจึงควรพิจารณาทั้งปัญหาที่ต้องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 กลิ่น หรือสารก่อภูมิแพ้
รวมถึงขนาดห้องและประสิทธิภาพของระบบกรอง โดยเครื่องที่มี Pre-Filter ยังช่วยดักจับฝุ่นหยาบ เส้นผม และขนสัตว์ก่อนเข้าสู่แผ่นกรองหลัก ช่วยให้ระบบกรองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศสำหรับใช้งานภายในบ้าน LG
มีเครื่องฟอกอากาศหลากหลายรุ่นให้เลือกตามขนาดพื้นที่และความต้องการ
พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม สามารถดูรายละเอียด
เปรียบเทียบรุ่น และเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ LG ได้ที่ เว็บไซต์ LG
● ผ่อน 0% นานสูงสุด 18 เดือน (เฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ)
● รับส่วนลดพิเศษ 10% ทุกคำสั่งซื้อ (ยกเว้นการสั่งซื้อผ่านบริการ LG Subscribe)
● บริการจัดส่งฟรี ไม่มีขั้นต่ำ พร้อม Exclusive Care+ (สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
● โทรศัพท์ : 02 057 5757
● ทุกวัน 9:00 - 18:00 น.
● Line : @lgthailand
● อีเมล : supportlgeth@lge.com
