ภาพปกบทความ LG HVAC แสดงเทรนด์ระบบ HVAC ปี 2026 โดยสื่อถึง 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานไฟฟ้า สารทำความเย็น และระบบอัจฉริยะ

เทรนด์ระบบ HVAC ปี 2026: ก้าวจากยุค Electrification สู่ Digitalization

2026/06/01

ประเด็นสำคัญ

- อุตสาหกรรม HVAC กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีดิจิทัล [1]

- เทคโนโลยีปั๊มความร้อนมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาคาร และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก [1]

- การเปลี่ยนผ่านจากสารทำความเย็น R-410A กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ยุโรปเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านแผน REPowerEU .[2][6]

- มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน เช่น SEER2 กำลังกำหนดเกณฑ์ใหม่สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของระบบ [3]

- ระบบควบคุมอัจฉริยะและระบบ HVAC แบบเชื่อมต่อได้รับความนิยมมากขึ้น

อุตสาหกรรม HVAC ก้าวสู่ยุคปรับโครงสร้าง

อุตสาหกรรม HVAC ในปี 2026 กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น กฎระเบียบเกี่ยวกับสารทำความเย็น และข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพพลังงาน โดยปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กำลังเปลี่ยนแนวทางการออกแบบ การกำหนดสเปก และการบริหารจัดการระบบ HVAC ทั้งในอาคารที่พักอาศัยและอาคารพาณิชย์

 

เทคโนโลยีปั๊มความร้อน มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานฉบับใหม่ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่สารทำความเย็นรุ่นใหม่ กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเลือกใช้อุปกรณ์และการวางแผนการลงทุนในระยะยาว ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมแบบเชื่อมต่อและข้อกำหนดด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร ทำให้ระบบ HVAC มีบทบาทมากขึ้นต่อประสิทธิภาพโดยรวมของอาคาร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยี HVAC อัจฉริยะ ระบบระบายอากาศ ระบบกรองอากาศ และการบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร

 

แม้การเปลี่ยนแปลงหลายด้านจะได้รับอิทธิพลจากกฎระเบียบและนโยบายของสหรัฐอเมริกา แต่แนวโน้มเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง เพียงแต่แต่ละภูมิภาคยังมีลำดับความสำคัญและอัตราการปรับใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

เมื่อเทคโนโลยีปั๊มความร้อนกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน เทคโนโลยีปั๊มความร้อนได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาคารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ โดย International Energy Agency ระบุว่าปั๊มความร้อนเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบทำความร้อน พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาพรวม [1] การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศที่มีนโยบายสนับสนุน มาตรการจูงใจ และข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพพลังงานที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้เทคโนโลยีปั๊มความร้อนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทั้งในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์

 

ในขณะเดียวกัน กรอบกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น American Innovation and Manufacturing Act กำลังส่งผลต่อการเลือกใช้สารทำความเย็นและการออกแบบระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยี HVAC รุ่นใหม่ [2] ด้วยเหตุนี้ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจึงได้รับการพิจารณามากขึ้นในการวางแผนด้านประสิทธิภาพอาคารและการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ในระยะยาว

 

ในยุโรป การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากนโยบายด้านพลังงานและกฎระเบียบเกี่ยวกับสารทำความเย็น ในกระบวนการนี้ แผน REPowerEU ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีปั๊มความร้อน ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามลดการพึ่งพาระบบทำความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

LG ยังคงขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีปั๊มความร้อนสำหรับทั้งภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงระบบปั๊มความร้อนแบบอากาศสู่น้ำ (AWHP) โดยเฉพาะในยุโรป แพลตฟอร์ม Therma V ของ LG ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองความสนใจที่เพิ่มขึ้นของทั้งผู้บริโภคและภาครัฐต่อเทคโนโลยีทำความร้อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรูปแบบการใช้พลังงานเพื่อให้ความร้อน

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม LG Therma V ถูกจัดแสดงเรียงกันเป็นแถวบนพื้นหลังสีขาว

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม LG Therma V ถูกจัดแสดงเรียงกันเป็นแถวบนพื้นหลังสีขาว

ยกระดับประสิทธิภาพสู่มาตรฐานใหม่

มาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานของอุตสาหกรรม HVAC ยังคงได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ได้ปรับใช้เกณฑ์การประเมินใหม่ เช่น Seasonal Energy Efficiency Ratio 2 (SEER2) เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของระบบภายใต้สภาพการใช้งานจริงได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยให้ผู้ซื้อและผู้กำหนดสเปกสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบระหว่างอุปกรณ์แต่ละประเภทได้บนพื้นฐานที่สะท้อนการใช้งานจริงมากขึ้น

 

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่างคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์แบบปรับรอบ ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยสามารถปรับกำลังการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานในแต่ละช่วงเวลา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมรักษาระดับความสบายภายในอาคารได้ดียิ่งขึ้น

 

ปัจจุบัน ประสิทธิภาพพลังงานไม่ได้เป็นเพียงจุดขายของผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่ยังกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ตลาดคาดหวังจากระบบ HVAC สมัยใหม่

 

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการมุ่งพัฒนาระบบ HVAC แบบอินเวอร์เตอร์ของ LG มาอย่างยาวนานโดยเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์ของ LG ได้รับการออกแบบให้สามารถปรับการทำงานตามภาระโหลดจริง เพื่อช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพภายใต้การทำงานที่หลากหลาย

กราฟแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน

กราฟแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน

การออกแบบสารทำความเย็นที่ขับเคลื่อนด้วยข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

การลดบทบาทของสารทำความเย็นที่มีค่า GWP สูง กำลังส่งผลต่อการออกแบบอุปกรณ์ HVAC และการวางแผนโครงการ ภายใต้กฎหมาย American Innovation and Manufacturing (AIM) Act United States Environmental Protection Agency (EPA) กำลังทยอยลดการผลิตและการใช้สารทำความเย็นกลุ่ม HFC พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีรุ่นใหม่

 

แนวโน้มดังกล่าวกำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมหันมาใช้สารทำความเย็นทางเลือก เช่น R-32 และ R-454B มากขึ้น ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของสารทำความเย็น ระดับความปลอดภัย การออกแบบระบบ วิธีการติดตั้ง และการพัฒนาทักษะของช่างเทคนิคมากยิ่งขึ้น ASHRAE Standard 34 มาตรฐานดังกล่าวเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับการกำหนดรหัสสารทำความเย็นและการจัดประเภทด้านความปลอดภัย จึงเป็นมาตรฐานของ ASHRAE ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นนี้มากที่สุด [4]

 

สำหรับผู้ผลิต ผู้รับเหมา และเจ้าของอาคาร การเลือกสารทำความเย็นไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดทางเทคนิคอีกต่อไป แต่ยังส่งผลต่อการออกแบบอุปกรณ์ การวางแผนด้านกฎระเบียบ ข้อกำหนดในการติดตั้ง และแนวทางการบำรุงรักษาระยะยาว

 

การเปลี่ยนแปลงด้านสารทำความเย็นกำลังเกิดขึ้นในยุโรปและหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีแนวทางดำเนินการที่แตกต่างกัน โดยในยุโรป กฎระเบียบ F-Gas ฉบับปรับปรุงใหม่กำลังเร่งการลดการใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP สูง และสนใจสารทำความเย็นทางเลือกมากขึ้น เช่น R-290 ในบางประเภทการใช้งาน

 

แนวโน้มดังกล่าวกำลังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการออกแบบอุปกรณ์ มาตรฐานความปลอดภัย และแนวทางการติดตั้งในอุตสาหกรรม HVAC ทั่วโลก

สารทำความเย็น 4 ประเภทที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสารทำความเย็น

สารทำความเย็น 4 ประเภทที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสารทำความเย็น

HVAC อัจฉริยะ จากระบบกลไกสู่ระบบดิจิทัล

ระบบ HVAC กำลังเชื่อมต่อกันมากขึ้นทั้งในกลุ่มที่อยู่อาศัยและอาคารเชิงพาณิชย์ โดยข้อมูลตลาดชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการใช้งานสมาร์ทเทอร์โมสแตต ซึ่งสะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อระบบควบคุม HVAC แบบเชื่อมต่อสำหรับที่อยู่อาศัย สำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ ระบบที่เชื่อมต่อกันสามารถรองรับการทำงานได้หลากหลาย เช่น

 

• การตรวจสอบระบบจากระยะไกล

• การตรวจจับความผิดปกติของระบบ

• การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

 

คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรก วางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมองเห็นภาพรวมการทำงานของระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

เมื่อเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบมากขึ้น อุปกรณ์ HVAC จึงได้รับการบริหารจัดการในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอาคารแบบบูรณาการ มากกว่าการเป็นเพียงระบบเครื่องกลที่ทำงานแยกส่วน

 

แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารจัดการระบบ HVAC ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ ยังสะท้อนให้เห็นผ่านโซลูชันอาคารอัจฉริยะของ LG Electronics โดยแพลตฟอร์มอย่าง LG BECON และระบบควบคุมแบบรวมศูนย์ ช่วยตรวจสอบระบบ การวิเคราะห์ปัญหาจากระยะไกล และการจัดการพลังงานสำหรับระบบ HVAC ในอาคารเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน้าจอแสดงข้อมูลระบบบริหารจัดการพลังงานอาคาร พร้อมแดชบอร์ดและกราฟแสดงผลการทำงาน

หน้าจอแสดงข้อมูลระบบบริหารจัดการพลังงานอาคาร พร้อมแดชบอร์ดและกราฟแสดงผลการทำงาน

คุณภาพอากาศภายในอาคารในฐานะข้อกำหนดพื้นฐานของการออกแบบ

คุณภาพอากาศภายในอาคารได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบระบบ HVAC ASHRAE Standard 62.1 มาตรฐานดังกล่าวกำหนดอัตราการระบายอากาศและข้อกำหนดด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร สำหรับอาคารพาณิชย์และอาคารสถาบันต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบระบบและการปฏิบัติตามมาตรฐาน [4] ขณะเดียวกัน แนวทางจาก United States Environmental Protection Agency ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของคุณภาพอากาศภายในอาคารที่มีต่อความสบาย สุขภาวะ และสภาพแวดล้อมภายในอาคารโดยรวม [5]

 

ปัจจุบัน เจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ และผู้บริหารจัดการอาคารให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้มากขึ้น

 

• ระบบระบายอากาศ

• ระบบกรองอากาศ

• การตรวจติดตามคุณภาพอากาศ

 

ประสิทธิภาพของระบบไม่ได้ถูกประเมินจากคุณสมบัติในการทำความร้อนหรือทำความเย็นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรักษาสภาพแวดล้อมภายในอาคารให้มีความสม่ำเสมอและรองรับความสบายของผู้ใช้งาน

 

แนวโน้มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในอาคารมากขึ้นนี้ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศของ LG ซึ่งผสานการทำงานของระบบ HVAC เข้ากับเทคโนโลยีการกรองอากาศ การฟอกอากาศ การระบายอากาศ และการตรวจติดตามคุณภาพอากาศ

 

เพื่อสนับสนุนการวิจัยในด้านนี้ LG ได้จัดตั้ง Air Science Laboratory ขึ้นในปี 2018 ในฐานะศูนย์วิจัยเฉพาะทางด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารและเทคโนโลยีอากาศสำหรับระบบ HVAC โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และองค์กรกำหนดมาตรฐานระดับสากล เพื่อศึกษาด้านคุณภาพอากาศ ความสบายของผู้ใช้งาน และแนวทางพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในอาคารแห่งอนาคตต่อไป

บทบาทสำคัญ 4 ด้านของ LG Air Science Laboratory Institute พร้อมข้อความอธิบายและสัญลักษณ์ประกอบ

บทบาทสำคัญ 4 ด้านของ LG Air Science Laboratory Institute พร้อมข้อความอธิบายและสัญลักษณ์ประกอบ

อุตสาหกรรม HVAC ในปี 2026 กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งขับเคลื่อนโดยการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น กฎระเบียบด้านสารทำความเย็น และมาตรฐานประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ปั๊มความร้อน สารทำความเย็นรุ่นใหม่ และเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพแบบใหม่กำลังเปลี่ยนแนวทางการเลือกและออกแบบระบบ เทคโนโลยีควบคุมแบบเชื่อมต่อเข้ามาเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบเช่นกัน

 

แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่การนำไปใช้ในแต่ละภูมิภาคยังแตกต่างกัน โดยอเมริกาเหนือได้รับอิทธิพลจากมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านสารทำความเย็น ขณะที่ยุโรปยังคงเร่งการใช้พลังงานไฟฟ้าและการใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำ ในเวลาเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการระบบทำความเย็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาบรรจบกัน ระบบ HVAC จึงมีความเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพโดยรวมของอาคารมากขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจด้านอุปกรณ์ ระบบควบคุม สารทำความเย็น และการวางแผนบริการระยะยาว มีความสำคัญมากกว่าที่เคย

Q.

เทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรม HVAC ในปี 2026 มีอะไรบ้าง

A.

แนวโน้มสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การเปลี่ยนผ่านด้านสารทำความเย็น การเปลี่ยนสู่ดิจิทัล และรูปแบบธุรกิจที่เน้นบริการ [1][2]

Q.

ทำไมอุตสาหกรรมจึงเริ่มเปลี่ยนจาก R-410A ไปใช้สารทำความเย็นรุ่นใหม่

A.

เนื่องจาก R-410A มีค่าศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนสูง จึงมีการทยอยลดการใช้งานลงภายใต้กฎหมาย AIM Act ตามกฎระเบียบของ United States Environmental Protection Agency (EPA) [2]

Q.

ปั๊มความร้อนได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกหรือไม่

A.

ใช่ โดย International Energy Agency ระบุว่าปั๊มความร้อนเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร [1]

Q.

SEER2 คืออะไร

A.

SEER ย่อมาจาก Seasonal Energy Efficiency Ratio โดยยิ่งค่าดังกล่าวสูง เครื่องปรับอากาศหรือปั๊มความร้อนจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง ส่วน SEER2 คือเวอร์ชันปรับปรุงของ SEER ซึ่งเริ่มใช้เป็นมาตรฐานใหม่ในการประเมินประสิทธิภาพพลังงานของเครื่องปรับอากาศและปั๊มความร้อนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2023 [3]

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LG HVAC

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่นำเสนออาจแตกต่างกันไปตามประเทศและเงื่อนไขการใช้งาน

ติดต่อเรา

กรุณาติดต่อเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และเราจะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด